Pic_335654

ปิดตลาดหุ้นไทยวันศุกร์ที่ 29 มี.ค. ที่ระดับ 1,561.06 จุด เพิ่มขึ้น 16.49 จุด รวมมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 50,484.71 ล้านบาท Continue reading

Pic_335636

บอร์ดต่างด้าว ไฟเขียวต่างชาติลงทุนไทย มี.ค. 35 ราย เพิ่ม 9% ดูดเม็ดเงิน 1,659 ล้านบาท ส่งผลไตรมาสแรกอนุญาตรวม 99 ราย เพิ่ม 25% เงินลงทุน 3,640 ล้านบาท Continue reading

Pic_335716

นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโสสายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงข่าวเครื่องชี้เศรษฐกิจในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาว่า ด้วยวันทำการที่ค่อนข้างน้อยและมีวันหยุดหลายวัน เช่น เทศกาลตรุษจีนและมาฆบูชา ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของเดือน ก.พ. ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าคิดตัวเลขเฉลี่ย 2 เดือนจะพบว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังคงเป็นไปได้ต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีแรงส่งที่ดีในระยะต่อไป

โดยการใช้จ่ายของภาคเอกชนในเดือน ก.พ. ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ขยายตัวลดลง 0.5% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะที่ถ้าคิด 2 เดือน คือ ม.ค.-ก.พ. การใช้จ่ายภาคเอกชนขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.7% และหากคิดเทียบกับปีก่อนหน้า การใช้จ่ายในเดือน ก.พ. ยังขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.3% ส่วนการลงทุนภาคเอกชนหดตัวจากเดือนก่อนหน้า 2.4% ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 แต่ถ้าเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อนยังขยายตัวได้ 9.5% สอดคล้องกับดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวลดลง 1.2%

“การส่งออกเดือน ก.พ.ในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ หดตัวลงระยะเดียวกันของปีก่อน 4.6% ขณะที่มูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาทหดตัวประมาณ 7.4% ส่วนการส่งออกระยะต่อไป ธปท.ขอให้ติดตามผลกระทบจากค่าเงินบาทอีกระยะหนึ่ง โดยคาดว่า ในช่วงครึ่งปีหลังการส่งออกของไทยจะปรับตัวดีขึ้น ขณะที่การนำเข้าในเดือน ก.พ. หดตัว 8.9% เทียบกับเดือนก่อนหน้า แต่ยังขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน”

สำหรับเงินทุนเคลื่อนย้ายในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ นายเมธี กล่าวต่อว่า เป็นเงินไหลเข้าสุทธิมากถึง 4,687 ล้านเหรียญฯ โดยส่วนใหญ่เป็นการกู้เงินดอลลาร์ระยะสั้นของธนาคารพาณิชย์ เพื่อดำรงฐานะเงินตราต่างประเทศตามกำหนดของ ธปท. อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเงินทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนในหลักทรัพย์ พบว่าในเดือน ม.ค. มีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้า 487 ล้านเหรียญฯ แต่ในเดือน ก.พ.กลับไหลออก 346 ล้านเหรียญฯ.

Pic_335717

ธปท.เดินหน้าโรดโชว์จูงใจคนไทยลงทุนนอก ระบุเอสเอ็มอีไทยเริ่มโกอินเตอร์มากขึ้น แต่ต้องการเห็นเพิ่มขึ้นอีก ยอมรับค่าบาทช่วงต่อไปยังผันผวนและมีโอกาสแข็งค่าในระยะยาว การลงทุนในต่างประเทศ ของคนไทยเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยได้ เตรียมปรับขึ้นประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้สูงกว่า 4.9% ขณะคลังรับลูกทันควันปรับประมาณการเศรษฐกิจโตทะลัก 5.3%

นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา “ทางเลือกในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลก เปลี่ยน” ว่า ขณะนี้ทิศทางของนักลงทุนไทยที่ไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศมีเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่และภาคการผลิต ในขณะนี้เริ่มเห็นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก(เอสเอ็มอี) ของไทยสนใจไปลงทุนในประเทศในแถบภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น เพื่อกระจายฐานการผลิตและลดต้นทุน รวมถึงแรงงานที่ราคาถูกกว่าในประเทศไทย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ธปท.ได้พยายามผ่อนคลายกฎเกณฑ์การลงทุนในต่างประเทศของธุรกิจและนักลงทุนคนไทยเพิ่มมากขึ้น โดยในส่วนของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้น ภายในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้จะขยายวงเงินให้ผู้ลงทุนประเทศสถาบัน 8 ประเภทที่กำหนด และบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สามารถไปลงทุนได้โดยไม่จำกัดวงเงิน ขณะที่รายย่อยช่วงที่ผ่านมาเพิ่งขยายวงเงินการลงทุนให้จาก 20 ล้านเหรียญสหรัฐฯต่อปี เป็น 50 ล้านเหรียญต่อปี และในอนาคตมีโอกาสที่จะขยับวงเงินส่วนนี้เพิ่มไปถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ส่วนทิศทางของค่าเงินบาทในช่วงต่อไปนั้น ยังคงมีความผันผวน และเปลี่ยนแปลงไปตามภาวะเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจคงไม่เห็นค่าเงินบาทคงที่ตลอดอย่างวันนี้ในช่วง 3 เดือนหน้าอีกแล้ว ดังนั้น การ บริหารความเสี่ยงและดูแลต้นทุนเป็นเรื่องสำคัญ”

ด้านนางรุ่ง มิลลิกะมาส ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในหัวข้อ “ภาวะเศรษฐกิจการเงินของไทยและต่างประเทศ” ว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีจากแรงส่งภายในประเทศเป็นหลัก ทำให้ ธปท.เตรียมปรับประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้เพิ่มขึ้นจาก 4.9% ที่ประเมินไว้ก่อนหน้า และขยับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจาก 2.8% เป็นประมาณ 3%

ขณะที่เศรษฐกิจต่างประเทศ แม้ว่าสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น แต่การฟื้นตัวที่แท้จริงอาจะต้องใช้เวลา โดยเฉพาะยุโรปที่เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งต้องใช้เวลา

อย่างไรก็ตาม การออกไปลงทุนในต่างประเทศของนักลงทุนไทย ช่วยลดการแข็งค่าของเงินบาทได้มาก โดยปี 55 ที่ผ่านมา มีเงินนอกเข้ามาลงทุนในไทยสูงมาก แต่ค่าเงินบาทของเราแข็งค่าขึ้นประมาณ 4% เพราะมีเงินทุนส่วนหนึ่งในประเทศออกไปลงทุนในต่างประเทศ และคาดว่าในปีนี้จะมีนักลงทุนที่สนใจออกไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น แม้ว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาคนไทยเริ่มออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น แต่ยังน้อยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย หรือไต้หวัน หรือสิงคโปร์

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 56 คาดว่าจะสามารถขยายตัวได้ 5.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยมีช่วงคาดการณ์ 4.8-5.8% ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ครั้งก่อนที่คาดว่าจะขยายตัวที่ 5% เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยการบริโภคภายในประเทศจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ การขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชนได้รับผลดีจากรายได้ภาคครัวเรือนที่ปรับตัวดีขึ้นจากการจ้างงานที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดี รวมถึงมาตรการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการปรับค่าแรงรายวันขั้นต่ำเป็น 300 บาททั่วประเทศ หรือโครงการรับจำนำข้าว เป็นต้น สำหรับการบริโภคภาครัฐก็ขยายตัวดีตามการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีของรัฐบาลในปี 56 ที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่การลงทุนภายในประเทศจะยังสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ โดยการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะยังคงเร่งตัวในระดับสูงต่อเนื่องจากปีก่อน เนื่องจากได้รับผลดีจากการดำเนินนโยบายภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวจากอุทกภัยในปีที่ผ่านมา รวมทั้งจากมาตรการของรัฐเพื่อการส่งเสริมการลงทุน ในขณะที่การลงทุนภาครัฐคาดว่าจะเร่งตัวขึ้นในปีนี้จากการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐและการลงทุนตามแผนการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐวงเงินลงทุนรวม 3.5 แสนล้านบาท

สำหรับอุปสงค์ภายนอกจะส่งผลดีต่อภาคการส่งออกในปีนี้ โดยการส่งออกคาดว่าขยายตัว 9% โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 8-11% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกโดยรวมที่คาดว่าจะขยายตัวดีขึ้นจากปีก่อน.

หลังจากที่เน้นใส่เสื้อผ้าแฟชั่นที่ส่วนใหญ่ใส่แล้วดูหวาน เป็นผู้หญิงเสียเหลือเกินช่วงนี้คงจะได้เวลาเปลี่ยนแนวเสื้อในเทรนด์อื่นกันบ้าง

      ยิ่งเริ่มเข้าสู่ซัมเมอร์ อากาศร้อนจัด ๆ แบบนี้ จะมัวแต่แต่งตัวสไตล์หวานอย่างเคย ก็คงจะเซ็งน่าดู เพราะทั้งความยาวชุดเดรสของบางแบบ รวมทั้งเครื่องประดับหลายชิ้นอาจทำให้รำคาญ หรืออีกด้าน การสวมชุดเดรสหรือกางเกงขาสั้นอวดเรียวขาในช่วงซัมเมอร์ แสงแดดจัด ๆ อาจจะแผดเผาผิวสวยเนียนของสาว ๆ ให้หมองคล้ำลงได้

     เทรนด์ที่กำลังอินสุด ๆ ในตอนนี้จึงเป็นเสื้อสีจี๊ดจ๊าด เพราะสีสันที่ฉูดฉาดกำลังเป็นที่นิยม เป็นเทรนด์ที่ได้รับความสนใจในโลกแห่งแฟชั่นซีซั่นนี้ เสื้อสีจี๊ดจ๊าดกำลังมาขโมยหัวใจของเหล่าแฟชั่นนิสต้าไปเต็ม ๆ

    จึงเห็นได้ว่าเสื้อผ้าเกาหลีของต่างประเทศจะมีแต่เสื้อผ้าแฟชั่นสีจี๊ดจ๊าดกันเยอะมาก แม้กระทั่งเสื้อผ้า ชุดเดรส แบรนด์เนม ก็ออกคอลเลคชั่น เสื้อผ้าสีจี๊ดจ๊าดออกมาไม่น้อยเพื่อให้คุณผู้หญิงได้จับจองเป็นเจ้าของกันค่ะ ดังนั้นใครไม่อยากตกเทรนด์ก็ต้องไปหามาครอบครองกันนะคะ


 

จากภาพยนตร์สู่ความเป็นจริง ในภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสายลับ ไม่ว่าจะเป็น เจมส์บอนด์ 007 , Mission impossible และอีกหลาย ๆ เรื่อง เราจะเห็นอุปกรณ์สอดแนม ติดตาม ดักฟังขนาดจิ๋ว ใครจะเชื่อว่าเรื่องราวเทคโนโลยีในจินตนการ กลายเป็นจริงได้ ถึงจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นและน่าทึ่งมาก

ในภาพยนตร์สายลับบันลือโลกอย่าง เจมส์ บอนด์ 007 เราจะเห็นอุปกรณ์สอดแนม ติดตาม ดักฟังขนาดจิ๋ว คอยให้พระเอกสายลับเมืองผู้ดีได้ใช้งานในเวลาที่จำเป็นอยู่ตลอดเวลา สิ่งประดิษฐ์ที่คอยช่วยเหลือเจมส์ บอนด์ นั้นมีขนาดเล็กและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (อย่างไม่น่าเชื่อ)

แต่สิ่งเหล่านั้นมาจากจินตนาการสร้างสรรค์ขึ้นมา ในขณะที่ในความเป็นจริงแล้ว เทคโนโลยีที่สร้างสรรค์อุปกรณ์สายลับเหล่านั้นอาจจะยังไม่เกิดขึ้นก็เป็นได้ แต่ทุกวันนี้ก็มีอุปกรณ์ติดตามความเคลื่อนไหวผ่านระบบดาวเทียมบอกตำแหน่ง (จีพีเอส) ที่มีขนาดเล็กจิ๋ว เป็นชิพขนาดเล็กจนสามารถใส่ไว้ในซองขนม และนำมาซึ่งโปรโมชั่นการตลาดที่น่าแปลกใจที่เกิดขึ้นบนเกาะอังกฤษในเวลานี้

เมื่อบริษัท เนสท์เล่ ผู้ผลิตสินค้าบริโภคและขนมชั้นนำระดับโลก เปิดตัวแคมเปญการตลาดส่งเสริมยอดขาย “คิทแคท” ขนมปังเวเฟอร์กรอบเคลือบช็อกโกแลต ด้วยการแทรก “ชิพ” ส่งสัญญาณระบุตำแหน่งด้วยดาวเทียมจีพีเอส ในซองขนมคิทแคท 6 ชิ้นที่ออกจำหน่ายบนเกาะอังกฤษ ซึ่งเมื่อผู้โชคดีเปิดซองและดึงแถบปิดวงจรชิพนี้ออกจะเป็นการกระตุ้นให้ชิ พตัวนี้ส่งสัญญาณระบุตำแหน่งที่อยู่ให้แก่ทีมงานของเนสท์เล่ เพื่อการติดตามมายังที่อยู่ของผู้โชคดีภายในเวลา 24 ชั่วโมง

นอกจากเนสท์เล่ แล้วคู่แข่งอย่าง บริษัทยูนิลีเวอร์ ก็เคยใช้แคมเปญการตลาดที่ใช้เทคโนโลยีจีพีเอสเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเปิดตัวแคมเปญ ติดตามตัวเพื่อมอบรางวัลให้แก่ผู้ซื้อผงซักฟอก โอโม่ ในประเทศบราซิล ในถุงผงซักฟอกพิเศษ 50 ถุงจะมีชิพจีพีเอสที่จะทำงานทันทีเมื่อถุงผงซักฟอกถูกเคลื่อนย้ายออกมาจาก ชั้นวางสินค้าในร้านค้าและจะส่งมอบกล้องถ่ายวิดีโอเป็นของขวัญแก่ผู้โชคดีใน เวลา 24 ชั่วโมงด้วยเช่นกัน

นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดที่ต่างประเทศ แต่หากวันหนึ่งในประเทศไทยสามารถแจกโชคลักษณะนี้ได้ คงเป็นที่ฮือฮาอย่างยิ่ง และสร้างความประทับใจให้แก่ผู้บริโภคอย่างแน่นอน จึงนับเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่น่าสนใจ และชาญฉลาดในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ได้อย่างลงตัวและคุ้มค่าอย่างที่สุด